2009/Apr/12

กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน

               

                หลังจากห่างหายกันไปนานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

จริงๆกะมาปัดฝุ่นตั้งแต่มกราแล้วครับ แต่ยุ่งอยู่ (จริงจริ๊ง) ก็เลยมาตอนเมษา เผอิญคุณเพื่อนบอกให้อัพ ก็เลยมาอัพสักหน่อย

                จริงๆหัวข้อนี้จะอัพตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้วครับ แต่ผมขี้เกียจ เอ้ย ไม่ใช่ ผมยุ่งมากกก จริงๆนะครับ อย่างไรก็ตาม เห็นช่วงนี้เป็นปีใหม่ไทย ก็เลยหยวนๆ พอจะลงกันได้

          สมัยนี้ ทุกอย่างดูเป็นสูตรสำเร็จ รีบเร่ง รีบร้อน การ์ดอวยพรปีใหม่ที่พิมพ์ออกมาทีละพันสองพัน ก็มักจะมีข้อความเหมือนๆกัน หรูหน่อยก็จะบอกว่า เนื่องใน (ศุภ) วารดิถีขึ้นปีใหม่ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย (ตามความเชื่อพุทธ) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก (เผื่อให้ศาสนาอื่น) จงดลบันดาลให้........................ ลำดับการอวยพรของแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน หลายคนก็จะอวยพรให้มีเงินไหลมาเทมา มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขความเจริญ ได้เลื่อนยศตำแหน่ง อะไรก็แล้วแต่ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่คนปรารถนา เพราะเงื่อนไขต่างๆเหล่านั้น ล้วนทำให้เรามีที่ยืนในสังคม

                หมายความว่าไง

                หมายความว่า สิ่งต่างๆที่ถูกเอ่ยถึงในบัตรอวยพรปีใหม่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับในสังคม เช่น ฐานะ ยศถาบรรดาศักดิ์ สุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ แสดงว่าเราให้คุณค่าแก่คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ใครๆก็อยากเป็นคนแบบนี้

                มันอาจจะดูตลกถ้าผมขอให้ทุกคนมีความสุข ขอให้ทุกคนนิสัยดี ขอให้มีจิตใจที่สงบบริสุทธิ์ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราต้องการมากกว่าด้วยซ้ำ

          แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่ชอบนัก เวลามีคนส่งบัตรอวยพรปีใหม่ผมก็คือ การ์ดของเขา มีข้อความที่พิมพ์มาแบบเซ็ทไว้ แข็งทื่อแบบนั้น สำเร็จรูปแบบนั้น แล้วก็มีลายเซ็น จริงๆผมยินดีมากนะครับ ที่ทุกคนให้การ์ดปีใหม่มา แต่ถ้าเขาให้การ์ดแบบนั้นมา ผมไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะผมรู้สึกว่า มันไม่มีอะไรที่จะบอกผมได้เลยว่า ใครเป็นคนส่ง นอกจากลายเซ็น ยิ่งยุค(ที่พากันอ้างว่า) เร่งรีบอย่างนี้ มีแต่ตราประทับด้วยซ้ำ

                ผมอยากให้ทุกคน แสดงความเป็นตัวเอง เวลาอวยพรปีใหม่ ไม่ต้องอวยพรตามชาวบ้านเขา จริงๆแล้ว อาจจะเดินตามก็ได้ แต่สิ่งที่ผมอยากได้คือความจริงใจและความเป็นตัวเอง ข้อความนั้นเขียนเอง เช่น บางคนศรัทธาพระสยามเทวาธิราช ก็อาจจะเพิ่มพระสยามเทวาธิราชลงไป บางคนอยากขอบคุณเพื่อนก็ใส่ลงไปในการ์ดปีใหม่ หรืออื่นๆ

                อัตลักษณ์ก็คือ ตัวตนของเราที่ผ่านการต่อรองระหว่างค่านิยมของสังคมและการนิยามตัว
ตนของเราเอง (วรางคณา เหมศุกล
: 2552)   เช่น สังคมบอกว่าคุณเป็นผู้ชาย แต่ตัวคุณบอกว่าไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การต่อรอง ระหว่างสังคม (ผู้ชาย) และตัวเรา (ไม่ใช่ผู้ชาย) จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ขึ้น ซึ่งก็แล้วแต่ว่า เราเชื่อสังคมหรือตัวเรามากกว่า

                ผมจึงขอนำเสนอข้อความจากมือถือที่เพื่อนๆส่งมาอวยพร ทุกคนก็ล้วนแสดงอัตลักษณ์กันเต็มที่เชียวครับ (ผมอาจจะไม่ได้ลงทุกคนนะครับ แต่ผมก็ขอขอบคุณทุกๆคนที่ส่งมาครับ)

                ข้อความแรก มาจากเพื่อนผม เป็นผู้หญิง ชื่อ พ. พาน ครับ

                สวัสดีปีไม่เก่า แถมเร้าใจ พรปีใหม่ ที่จัดให้ในปีนี้:

          ขอให้เพื่อนสาวที่ส่งข้อความนี้มา มีใบหน้าที่งดงามอร่ามตา ทั้งหรูหราเริ่ดแรดตลอดไป
                (ตกลงอวยเอง สวยเองซะงั้น)

 

                แหะ...

                ปีใหม่แระก็ขอให้แฮปปี้ปี้กันถ้วนหน้านะคะ^^

                หมายเห็ด*
                ไม่ได้พิมคำซ้ำอย่างไร้ความหมายนะจ๊ะ

 

                ผมชอบข้อความนี้จัง นำเสนอความเป็นตัวเธอได้มากเลยทีเดียวนะครับ คำบางคำสะกดผิดแบบรีบสะกด (เช่น พิม) แสดงให้เห็นว่า เธอเอาสะดวกเข้าว่า แต่บางคำก็จงใจพิมพ์ผิดให้ขำ เช่น หมายเห็ด รวมไปถึงนัยยะจงใจผิดอย่างไม่ ไร้ความหมายนะจ๊ะ ตามประสาเธอ ที่แสดงให้เห็นถึงความ เอ่อ ความ ช่างมันเถอะครับ จริงๆแล้ว เราก็เอาเรื่องทางเพศมาพูดเป็นเรื่องเล่นๆกันอยู่เสมอ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวนะครับ สิ่งที่ทำให้ข้อความนี้ดูโดดเด่นน่าสนใจขึ้นมา เพราะเรื่องเพศเป็นเรื่อง ต้องห้าม ในสังคม เมื่อเห็นข้อความอย่างนี้ ทำให้เรารู้สึกตกใจ อาจจะมีคนไม่ชอบคนคนนี้ไปเลย แต่ผมเองไม่ถือสา ผมชอบกลวิธีการเล่นคำของเธอครับ น่าสนใจดี               
                นอกจากนี้ คำอวยพรของเธอในตอนแรก ก็สร้างอารมณ์ขัน เพราะเธอได้พลิกความคาดหมายคนอ่านข้อความ เพราะขึ้นต้นมาว่าจะอวยพรคนอ่าน กลายเป็นอวยพรตัวเอง นอกจากจะทำให้ขำ ยังทำให้รู้สึกว่า นังนี่มันช่าง................ เพราะการอวยพรคือการลดความเห็นแก่ตัวด้วยการเสนอสิ่งดีๆให้แก่คนอื่นๆ แต่นี่กลับอวยพรตัวเอง แต่ก็ให้อภัยได้ครับ เพราะเธอมีข้อความต่อท้ายว่า (ตกลงอวยเอง สวยเองซะงั้น)

               

 

 

 

                มาดูข้อความต่อไปกันเถอะครับ มาจากน้องผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อเขาถ้าเป็นภาษาอังกฤษเป็นชื่อคน ภาษาไทยเป็นคำนามพยางค์เดียวครับ

                Dry your eyes and let all the sorrow be swallowed into this last star light. Shall the taste of this arriving grace constellate and you will be praised.

         

          อ่านแล้วลอยไหมครับ ผมลอยเลยแหละ

                ผมไปถามน้องคนนี้ว่า คิดได้ยังไง น้องเขียนpoem ได้เพราะมาก เขาบอกว่า จู่ๆผมก็คิดได้น่ะครับ น่ารักจริงๆลูกเอ๋ย ความเป็นกวีมันปรากฏออกมาแล้วล่ะลูก

                คำว่า poem เนี่ยนะครับ ไม่จำเป็นต้องมีสัมผัสหรอกครับ แต่ของน้องคนนี้มีสัมผัส เพียงแต่ สัมผัสต่อๆกันไป ไม่ได้เป็นตอนท้ายของวรรค นั่นคือ sorrow-swallowed และgrace-constellate-praised

                ส่วนเนื้อหาเนี่ย ถ้าถามว่าเขาอวยพรอะไรไหม ก็อวยพรให้เรามีความสุข ถ้าพูดถึงคอนเซปท์ก็ง่ายๆ แต่ดูสิ่งที่เขาเล่นด้วย เขาเล่นกับแสงดาว เขาเล่นกับ ดวงดาว เขาบอกว่าดาวจะดูดกลืนเอาความทุกข์ไป แสดงว่า ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่มากสนใจเรา แสดงว่าเราก็มีความสำคัญมากล่ะสิเนี่ย ฟังแล้วลอย เคลิ้ม แล้วน้องเขายังใช้คำว่า constellate ถ้าดูกันตามรากศัพท์ constellate มาจาก con (together) + stella (star) + ate (ทำให้เป็นกริยา) ก็น่าจะแปลว่า นำหมู่ดาวมารวมกัน เพราะฉะนั้น หมู่ดาวที่ได้ดูดกลืนความเศร้าเราไปแล้ว คราวนี้เรามารวมกัน แล้วมา สรรเสริญเรา

                โอ้ อ่านแล้วตัวลอย เขาชมว่าเรายิ่งใหญ่ในขณะอวยพรวันปีใหม่ให้เราด้วย สุดยอดมากครับ

               

                ข้อความต่อไป มาจากอาจารย์ที่โรงเรียนผมท่านหนึ่งครับ

                ภวตุสพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุสพพเทวตา สพฺพรตนตยานุภาเวน สทา โสตฺถิ ภวนฺตุเต

 

          คนเห็นอาจจะแบบ เอ คนส่งมานี่แก่วัดรึเปล่า ไม่หรอกครับ อาจารย์ผมไม่ได้แก่วัด อาจารย์รู้ภาษาบาลีบ้าง แล้วก็บทนี้ จริงๆแล้วทุกคนน่าจะเคยได้ยินในเวลาพระสวดนะครับ อาจารย์แนวมาก แม้จะเป็นสิ่งที่เราได้พบได้เห็นกัน แต่พอมันมาอยู่ในบริบทนี้ (ซึ่งจริงๆมันก็อยู่ถูกบริบท อาจจะดูเหมือนว่าผิดเวลาบ้าง แต่เนื้อหามันถูกบริบท)  ทำให้เรางงๆแล้วก็ทำให้ข้อความน่าสนใจขึ้นมา

 

 

 

          ข้อความต่อไป มาจากเพื่อนผม ที่เป็นทหารแล้วครับ (จบร.ด.ปี5 พอจบป.ตรีก็จะเข้ากรม)

          ขณะนี้เวลา ๐๐.๐๑ ได้รับรายงานว่าเป็น

                    ปีใหม่แล้ว

                   ขอให้มีความสุขนะ

                   **** (ชื่อเพื่อนผม)

               

                อ่านแล้วตอนแรกงง เวลาทหารพูดว่า ได้รับรายงาน มันน่าตกใจจริงไหมครับ แล้วยิ่งมีเวลาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงอย่าง ๐๐.๐๑ ทำให้เนื้อหาดูจริงจังมากขึ้น แต่แล้วก็พลิกความคาดหมาย โดยการพูดสิ่งที่น่ายินดีออกมา ก่อนจะอวยพรเพื่อน น่ารักจริงๆ

 

                ต่อไป เพื่อนคนนี้ บวชอยู่ครับ ตอนส่งมายังไม่บวชนะครับ

                มีความสุขเป็นขณะๆ
                กับชีวิตใหม่ทีละขณะๆ
                อยู่กับความจริงในปัจจุบัน

                ขณะๆ คำนี้คุ้นๆไหมครับ คำนี้มันมีนัยยะสื่อถึงการทำสมาธิครับ แสดงให้เห็นถึงลักษณะของเพื่อนผม ในเรื่องความสนใจทำวิปัสสนาครับ น่าสนใจมาก

 

                ต่อไปนะครับ

                An-other year has passed and proved lots about our relations Thx 4 sustaining my life. Hope each of ur wishes is fulfilled. Seize the ambience of joy!

          *** (ชื่อเพื่อนผม)

               

                จริงๆแล้ว เราอาจจะลืมกันไปนานนะครับ ว่าเราฉลองปีใหม่ทำไม อาจารย์สังคมก็เคยถามผมตอนผมอยู่ป.5 ผมก็อึ้งไป คำตอบก็คือ เราฉลองที่เรามีชีวิตอยู่จนมาถึงปีใหม่ได้ไงครับ เพื่อนคนนี้ก็แสดงถึงจุดประสงค์นั้นในข้อความของเขา

                และที่สำคัญเขายังแสดงสายใยของเขากับผู้ได้รับข้อความด้วยนะครับ ทำไมคนอ่านรู้สึกอบอุ่น จะเห็นได้จากคำจำพวก relations หรือคำว่า Thx 4 sustaining my life. ประโยคนี้ผมอ่านแล้วลอยเลย เราบางทีรู้สึกละอายด้วยซ้ำ เพราะเราอาจจะไปป่วนชีวิตเขาซะมากกว่า เขากลับมาขอบคุณที่เรา ยืดชีวิต เขา

 

 

 

                ต่อไปนะครับ อันนี้มาจากรุ่นน้องครับ

 

                R u ready to count down for 2010!! - happy happy every year 555-***

 

          เออ มันกวนตีนดี อันนี้ไม่รู้จะตีความยังไงแล้ว แต่ว่ากวนตีน เขาเห็นการนับถอยหลังเป็นสิ่งที่เราชอบทำกันเป็นประเพณีเวลาปีใหม่ ก็เลยแซวๆกันเล็กน้อย

 

                ส่วนข้อความสุดท้ายนี้นะครับ ไม่สามารถปิดบังชื่อผู้ส่งได้ เพราะผู้ส่งเอาชื่อตัวเองไปเล่นในคำอวยพรปีใหม่ซะเอง

 

                ร้องเพลงปีใหม่กันดีกว่า:)

          .. วันนี้วันดีปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใสพาใจสุขสันต์ ยิ้มให้ กัน ในวันปีใหม่ โกรธเคืองเรื่องใดจงอภัยให้ กัน _ หุหุ

                มีความสุขตลอดปีใหม่นะ^^

 

          เพื่อนผม ชื่อ กัน ครับ เขาเล่นคำ ใช้ชื่อตัวเอง ที่มีอยู่ในเพลงมาเล่น เพื่อให้เกิดความน่ารัก น่าขบขัน ทำให้คนอ่านข้อความยิ้มได้ (คล้ายๆกับข้อความแรก ที่อวยตัวเอง แต่อันนี้อวยแบบมีชั้นเชิงมากกว่า)

 

                เอาล่ะ สุดท้ายนี้ผมขออวยพรสงกรานต์ให้ทุกคนบ้าง ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ (ผมอวยพรแค่นี้แหละ 555+)

 

                ลำนำส่งท้าย

               

                  Today is Songkran Festival.

       Let’s bring some water and play.

       The atmosphere is sizzling.

       Let’s cool down the day.

 

 

       Ones throw water to one another.

       Another uses the gun.

       Others bring their pails.

       They seem to have fun.

 

        One throws bags of ice,

       Suddenly hitting the face of another.

       The day become heatened,

       And they started a fight.

                  

  Everybody get wet, and cooled down.

  Everybody get mad, and heated up.

edit @ 13 Apr 2009 10:00:26 by โกฐาธิบดี

edit @ 13 Apr 2009 10:08:08 by โกฐาธิบดี

2007/Apr/29

ถ้าผมเป็นพระจันทร์ละก็...ตอนนี้ผมคงกำลังจะเต็มดวง พอเปิดเทอมคงจะเพรียวลงบ้าง 
ผมเองรู้สึกว่าตัวเองพองขึ้นกว่าเดิมมาก ตอนแรกคิดว่าอุปทานไปเอง แต่พอเพื่อนๆบอก "เฮ้ย มิ่ง มึงพลุ้ยมากจริงๆนะ"
ผมเองก็คิดลดความอ้วนอยู่เหมือนกัน ผมเลยพยายามออกกำลังกาย หาหลักปฏิบัติต่างๆมาลดน้ำหนัก คิดจะไดเอ็ตมานาน
แล้วแต่ก็...
คำว่าไดเอ็ต
Diet ภาษาอังกฤษเขาแปลว่า อาหารครับ นี่คือความหมายแรก ที่มาของคำนี้มาจากภาษาลาตินยุคกลาง Dieta แปลว่า 
เงินค่าอาหารต่อวัน หรือ สัดส่วนอาหารที่จัดให้ในแต่ละวัน ก็ได้ครับ ซึ่งน่าจะมาจากคำว่า Diaeta ในภาษาลาติน แปลว่า
วิถีชีวิตที่ถูกวางไว้ และคำนี้ก็มาจาก ภาษากรีก คำว่า Diaita แปลว่า ธรรมเนียมปฏิบัติ และไล่ไปจนถึงรากสุด จะได้คำ
ว่า Diainisthaiแปลว่าแยกออก คัด(อาหาร) ต่อๆมา คำนี้เกิดความหายในแง่วิถีทางที่จัดไว้ และเมื่อรวมกับความ
หมายว่า อาหารแล้ว ในศตวรรษที่14 จึงนำคำนี้มาใช้ในรูป put sb on a diet แปลว่าควบคุมอาหารเพื่อลดความ
อ้วน ปัจจุบันก็ใช้ในรูป to be on a diet หรือ
go on a diet อย่าลืมนะครับ dietเฉยๆ แปลว่าอาหาร
ตัวอย่างประโยค


Bamboos are Panda's main diet.
ไผ่เป็นอาหารหลักของหมีแพนด้า (diet มักใช้ไนแง่อาหารสัตว์)
Mary stopped eating creamy cake, recognizing she's on a diet.
แมรี่หยุดกินเค้กเพราะเพิ่งนึกได้ว่ากำลังลดน้ำหนัก
อีกความหมายหนึ่ง ในภาษาอังกฤษก็คือ คณะกรรมการพิจารณาต่างๆ ที่มาก็มาจากคำว่า dietaนั่นแหละที่มีสอง
ความหมาย นั่นคือสภา การรวมตัว แต่ในญี่ปุ่น สภาไดเอ็ต คือ สภานิติบัญญัติครับ
อีกเรื่องที่ผมสังเกต
คืออย่างนี้นะครับ ภาษาไทยเนี่ย ประโยคส่วนใหญ่ถ้าเราสลับตำแหน่งความหมายมันจะเปลี่ยน เช่น

หมากัดคน คนกัดหมา แอนบอกออย ออยบอกแอน มองทางไม่เห็น ไม่เห็นมองทาง
ลดน้ำหนัก น้ำหนักลด ด้วยใช่ไหมครับ

ลดน้ำหนัก ฝรั่งเขาว่า be/go on a diet
แต่ น้ำหนักลด นี่ lose weight นะครับ

ถ้าเราบอกว่า
Mary is on a diet.
แมรี่ลดน้ำหนัก
Mary loses her weight.
แมรี่น้ำหนักลด
ส่วนน้ำหนักเพิ่ม ใช้
gain weightนะครับ
ก่อนลดอ้วน



อย่าเพิ่งนะครับ คุณลองคำนวณค่า BMI หรือ Body Mass Indexดูก่อน ภาษาไทยเรียกดัชนีมวลกาย บางทีเรียก
ค่าความหนา
ของร่างกาย วิธีคำนวณก็เอาน้ำหนักเป็นkg หารด้วย ส่วนสูงเป็น เมตรที่ยกกำลังสองแล้ว เช่นๆ
สมมติ ผมหนัก 83 kg สูง 175 cm หรือ 1.75เมตร (อาจจะเป็นจริงก็ได้ ผมยังไม่ได้ช่างน้ำหนักเลย กลัว)

ก็เอา 1.75คูณ1.75ก่อน จะได้ 3.0625 แล้วก็เอาไปหาร83จะได้27.102040816326530612244897959184
เสร็จแล้วมาดูเกณฑ์นะครับ
ต่ำกว่า 19 น้ำหนักน้อยเกิน
19-25 น้ำหนักปกติ
26-29 น้ำหนักเกิน
30-34 อ้วน
35-60 อ้วนมาก เป็นโรคอ้วน

ผมคำนวณทีไร อยู่ในเกณฑ์ น้ำหนักเกินตลอด เพราะความสูงช่วยไว้ แต่ตอนนี้ ผมใกล้หยุดสูงแล้ว ผมคงต้องลดจริงๆแหละ


คนอ้วนไม่ดีตรงไหน

น่าตกใจไหมครับถ้าผมบอกว่า จากการทำโพล สอบถามนักศึกษาชาวอังกฤษ พบว่า พวกเขายอมเลือกแต่งงานกับคนติดยา
หรือโจร มากกว่าคนอ้วน แย่จังเลยคนเรา คนอ้วนมันไม่ดีตรงไหน สเปกผมไม่ใช่คนผอมเพรียวนะครับ ผมชอบคนท้วมนิดๆ
กำลังน่ารักอะครับ เอ๊ะมึงจะประกาศหาคู่ หรือเขียนบทความวะ

จริงๆ คนเราไม่ควรจะดูกันที่รูปลักษณ์ภายนอกนะครับ ผมรู้จักกับคนท้วมๆ อ้วนๆ นิสัยดีๆตั้งหลายคนแน่ะ แต่ผมว่าพิษภัย
ในที่นี้ ไม่ใช่พิษภัยต่อคนอื่น แต่เป็นพิษภัยของโรคที่จะเกิดต่างหาก มีอะไรบ้าง
โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง อันนี้ใครๆก็รู้ เบาหวาน เนี่ยก็รู้อยู่แก่ใจ รู้ไหมเป็นเบาหวาน ไม่ใช่แค่ฉี่หวานตามชื่อนะ เป็นแผล
ก็หายช้า เพราะน้ำตาลในเลือดมันมาก สมานแผลยาก ตาก็มีสิทธิ์บอด คนอ้วนเป็นตับแข็งได้ แม้ไม่ดื่มเหล้าเพราะ
คาร์โบไฮเดตที่เราทานเยอะๆ จะไปสะสมในกล้ามเนื้อและตับ เมื่อสะสมมากๆจะเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนและไขมันในที่สุด
ตับแข็งก็คือมีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อตับ อีกโรคคือมะเร็งลำไส้ครับ
สรุปก็คือ ผมว่าอ้วนได้นะครับ แต่ต้องสุขภาพดี


Robert Atkins ดีจริงเหรอ
วิธีหนึ่งที่ชาวบ้านชาวเมืองกำลังสนอกสนใจคือวิธีของลุงแอตกินส์ ลุงแกว่า ที่เราอ้วน เราอ้วนเพราะคาร์โบไฮเดต ก็อย่าทาน
วิธีนี้ดูworkครับ คนอ้วนส่วนใหญ่ชอบวิธีนี้ เพราะเราชอบของมันทานของมันได้ มีความสุขครับ พี่เภา รัฐพล ก็กำลังลดความ
อ้วนด้วยการกินเนื้อย่าง ลุงแอตกินส์บอกว่า ควรงด ผัก ผลไม้ แป้ง เพราะว่ามีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตอยู่ ลุงบอกอีก
ว่า เมื่องดคาร์โบไฮเดรต แล้วเพิ่มไขมันกับโปรตีน จะกระตุ้นภาวะคีโตซิส ซึ่งจะเผาผลาญไขมันได้เอง ดูดีนะครับ
แต่ คุณ ดีน ออร์นิช นักโภชนาการอเมริกันบอกว่า แอตกินส์ดี แต่ ต้องแลกกับความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพราะในระยะยาว
วิธีของลุงแอตกินส์ ทำให้เป็นโรค มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจ ท้องผูก ปวดหัว มีกลิ่นปาก คุณดีนบอกว่า
วิธีแก้คือ ควรทานคาร์โบไฮเดรตแบบโครงสร้างซับซ้อน พวกผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง โฮลวีท ไขมันก็ควรจะลดด้วย
งานวิจัยจากวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์บอกว่า พวกแอตกินส์ได้ผลในระยะสั้น พอระยะยาวน้ำหนักจะค่อยๆเพิ่มเท่า
พวกลดแบบปกติ
ตอนนี้ลุงแอตกินส์เสียชีวิตแล้วครับ เขาบอกก่อนตายว่าห้ามใครชันสูตรศพ น่าแปลกนะครับ ทำไมล่ะ
โภชนบัญญัติ ๙ ประการ

เก้าข้อนี้จากกระทรวงสาธารณสุขของเราครับ น่าปฏิบัติตามมากๆ จะอ้วนจะผอม เหมาะหมดเลยครับ

๑.กินครบ๕ หมู่ อย่างหลากหลาย
๒.กินอาหารแป้งหลายๆแบบ
๓.กินผักผลไม้มากๆ
๔.ห้ามขาดโปรตีน
๕.ดื่มนมให้พอเหมาะ
๖.ลดไขมัน
๗.งดรสจัด
๘.กินอาหารสะอาด
๙.งด/ลดแอลกอฮอล์ สิ่งเสพย์ติด


ไปแล้วครับ อย่าลืมรักษาสุขภาพนะครับ

2007/Apr/05

ว่านคืออะไร
นักร้องค่ายทรูแฟนเทเชีย (พูดชื่อค่ายนี้แล้วแสลงใจ) ชื่อจริง ธนกฤต พาณิชวิทย์ ตอนนี้เป็นดีเจ ดารา
และนักแต่งเพลงด้วย แต่เราคงไม่พูดถึงคนนี้ (เชื่อว่าคนอ่านน่าจะเดาได้ว่า มันต้องไม้นี้แน่ๆ)
งั้น ว่านคือ นักแสดงค่ายexact ชื่อจริง ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง เล่นละครหลายเรื่อง 
เอาล่ะ เลิกกวนตีนคุณผู้อ่าน ไม่งั้นจะโดนหลายร้อยบาท (บาทที่แปลว่าเท้า)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายไว้ว่า ว่านคือ ชื่อเรียกพืชบางชนิดที่มีหัวบ้าง
ไม่มีหัวบ้าง ใช้ทำยาบ้าง หรือเชื่อกันว่าทำให้อยู่ยงคงกระพันและเป้นสิริ
มงคล แล้วมันอะไรล่ะนี่ มีหัวมั่ง ไม่มีหัวมั่ง
คำนิยามของคำว่าว่าน ค่อนข้างคลุมเครือตั้งแต่โบราณแล้วครับ แต่เราก็พอจะสรุปได้ว่า ไม้ว่าน ศักดิ์สิทธิ์
มีอำนาจเวทย์ สวยงาม เป็นสมุนไพร มักจะเลี้ยงเป็นไม้ใบมากกว่าไม้ดอก คนนิยมปลูกกันมาแต่โบราณ เพราะ
ว่านบางชนิดเฝ้าบ้านให้ได้ จริงๆ ถ้าบ้านใครสงบๆหน่อยแล้วปลูกว่าน ลองเงี่ยหูฟังตอนกลางคืน จะได้ยินเสียง
ว่านคุยกัน เสียงว่านร้อง โบราณเขาว่างี้จริงๆ สุนทรภู่ก็เคยได้ยินเสียงว่านพญากระบือร้องในป่า ร้องเหมือนควาย
จริงๆยิ่งถ้ามีคนบุกบ้าน บรรดาว่านจะส่งเสียงให้เซ็งแซ่ เหมือนคนคุยกัน เป็นการเตือนเจ้าของ
เคยรู้เรื่องอย่างนี้บ้างไหมเนี่ย ผมเองก็เพิ่งเคยรู้เมื่อไม่นานนี้เอง บ้านผมคุณยายก็ปลูกว่านไว้หลายชนิดจนผมงง
ไปหมด บุญวาสนาผมก็ยังทำให้ผมไม่ทันได้ฟังว่านร้องสักที
ว่านแบ่งกันได้เป้นหลายวงศ์ หลายชนิด แบ่งเป็นวงศ์ได้ดังนี้ วงศ์พลับพลึง วงศ์เปล้า วงศ์ทานตะวัน วงศ์ลิลี่ วงศ์ขิง
และ วงศ์บอน และยังมีอีกหลายๆวงศ์ที่นับเป็นว่าน แต่ก็เป็นส่วนน้อย โบราณว่า ว่านเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นไม้
มงคล มีอาคมแฝงอยู่ หากจะปลูก โบราณให้ปลูกเดือนหกวันอังคาร หรือไม่ก็ เดือนสาม วันอังคาร ปีขาล ห้าม
ไก่และนกยูงบินข้าม สัตว์สองชนิดนี้ จะทำลายอาคมของว่าน ทำให้ว่านสิ้นฤทธิ์ ถ้าจะให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์
ต้องเอาแผ่นทองแดงลงอักขระวางรองก่อนจะลงดิน รดน้ำก็ต้องเสก จะเอาหัวว่านขึ้นก็ต้องเสก
ว่านมีฤทธิ์ต่างๆมากมาย ทั้งป้องกันขโมยขโจร ป้องกันภูตผีปีศาจ กินแล้วอยู่ยงคงกระพัน 
มากๆเข้าก็เหาะเหินเดินอากาศ อยู่ยงคงกระพัน(ว่านพวกนี้มีฤทธิ์แค่ชั่วเบา หมายความว่า
กินหัวเข้าไป แล้วฉี่ออกมา ก็หมดฤทธิ์)อาบน้ำว่านหุงน้ำมันจะฟันแทงไม่เข้า (ของทำลายฤทธิ์ก็คือของมีคม
ป้ายขี้ไก่ ขี้นกยูง แล้วแทง ชุบน้ำว่านมาก็เจ๊ง)ถ้าสรรพคุณตามธรรมดาก็รักษาโรคได้ตามแต่ชนิดของว่าน
นั่นแหละ จะลองแนะนำให้คุณรู้จักกับว่านต่างๆที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักนะครับ ขอขอบคุณ www.panmai.com
  ว่านสี่ทิศ ทำให้ทำมาค้าขึ้น ช่วงที่บานครบสี่ดอกนั้น คิดอะไรก็สำเร็จ หากบานไม่ครบสี่ดอก จะเป็นลางร้าย
เตือนผู้ปลูก


ว่านนกคุ้ม ช่วยกันภัยต่างๆ โดยเฉพาะไฟไหม้
ว่านมหาลาภ เป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าปลูกแล้วออกดอกงอกงามจะได้ทรัพย์จากการเสี่ยงโชค
แต่ถ้าไม่ ก็ตรงกันข้าม ว่านมหาลาภควรปลูกวันศุกร์ข้างขึ้น
ว่านรางนาก เป็นว่านเมตตามหานิยม เรียกลูกค้า
ว่านเสน่ห์จันทร์เขียว ทำให้มีแต่คนรักคนชอบ มีแต่มิตร มีแต่ลูกค้า มีแต่แขกเหรื่อมาเยี่ยมเยียน 
ว่านเสน่ห์จันทร์แดง เปลี่ยนจิตอาฆาตให้เป็นจิตเมตตาได้ เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรได้ 
ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว เป็นว่านเสน่ห์ของหนุ่มสาว เรียกคน เรียกลูกค้าได้

ว่านเสน่ห์จันทร์มหาโพธิ์ ช่วยด้านการค้าและเมตตามหานิยม นำหัวว่านขึ้นมา แกะเป็นรูปพระแล้วแช่ในน้ำมัน
จันทน์ แล้วเสกคาถา นำน้ำมันมาทาหน้าผาก ผู้คนจะเมตตา เอ็นดู ถ้าทาตัว จะแคล้วคลาดจากภัย คงกระพัน
เอาน้ำมันใส่หัวใส่มือ จะสมปรารถนา ทำกิจการสำเร็จ
 
ผมคิดว่าที่มีเสน่ห์จันทร์แล้วต่อด้วยสี เป็นสีของก้านน่ะครับ ส่วนว่านเสน่ห์จันทร์มหาโพธิ์นี่ก็ไม่ทราบจริงๆ
ว่ามาจากคำว่าอะไรยังไง ผมเคยได้ยินว่า ถ้ามีใครมีอะไรกันในบริเวณที่มีว่านเสน่ห์จันทร์ ดอกว่านจะส่งกลิ่น
ส่วนวิธีปลุกเสก หุงน้ำมันว่านเสน่ห์จันทร์จริงๆละเอียดกว่านี้ ให้ลองหาอ่านหนังสือ โชคลาง*สัญญาณ*สังหรณ์
ของ คุณพลูหลวง สำนักพิมพ์เมืองโบราณ
ว่านมหากาฬ ป้องกันอันตราย เสริมบารมี
 
ว่านหนุมาน มีฤทธิ์ชั่วเบา หัวใช้แกะเป็นรูปพญานาคแล้วพกติดตัว ทำให้เกิดเมตตามหานิยม แกะเป็นรูปพระ
จะแคล้วคลาดจากภยันตราย
 
ว่านเศรษฐีเรือนนอก/กลาง/ใน สามต้นนี้บันดาลเงินทอง สร้างสิริมงคล (รูปเรียง นอก/กลาง/ใน)



ยังมีว่านแปลกอื่นๆอีก เช่นว่านมหาเสน่ห์หรือว่านดอก... (เซนเซอร์)ดมเข้าไปจะเกิดตัณหาราคะ เอาหัวบด
ทาผสมสีผึ้งทาปาก ทาแล้วจีบหญิงติด พูดกับใคร ใครก็รัก ว่านมหาเมฆ ถ้าปลุกเสกคืนที่เกิดจันทรุปราคา
ปลุกเสกจนถึงพระจันทร์มืดไป แล้วเอามาทา จะล่องหนได้ ว่านอึ่ง ทาแล้วใครตีจะยิ่งพอง และอื่นๆ
ลองหาอ่านดูนะครับ
ถ้าบ้านใคร มีฐานะหน่อย ยังไม่ได้ปลูกต้นไม้ก็ลองปลุกว่านดูสิครับ สีเขียวบนโลกชักเหลือน้อยแล้วครับ

edit @ 2007/04/05 19:23:47